3 เดือน กับ 12 วรรณกรรมอมตะ

posted on 08 Oct 2008 13:39 by velvetnightmare  in Freestyle

จัดการกับรูปเร็วกว่าที่คิด เอนทรี่นี้ที่ว่าจะเขียนพรุ่งนี้ก็เลยเขียนมันวันนี้ซะเลย

ก่อนอื่นต้องขอโทษทุกคนที่หายหน้าไปซะ 5 เดือนเต็มๆ บลอคตัวเองไม่ได้อัพ บลอคคนอื่นก็ไม่ได้ไปเม้นท์ ตอนแรกก็แค่จิตตกช่วงปิดเทอม พอร่าเริงขึ้นก็เปิดเทอมพอดี

เทอมนี้อย่าว่าแต่อัพบลอคเลยเวลาจะหายใจยังไม่มี เพราะบังเอิญเป็นเทอมที่เรียนน้อยวิชา (5 ตัว ตอนแรกลงไป 8 ถอนไปถอนมาเหลือแค่นี้...) แต่อ่านหนังสือเยอะที่สุดตั้งแต่เรียนมหาลัยมา คือทั้งหมด 12 เล่ม

(ชีทที่เห็น 2 เล่ม จริงๆมี 5 เล่ม แต่หายสาบสูญไปแล้ว แหะๆ)

12 เล่มที่ว่านี่คือนับเฉพาะของวิชาภาษาอังกฤษอย่างเดียว (ลงอังกฤษไป 3 ตัว ที่เหลือคือญี่ปุ่นวิชาชีพกับ gen-ed ประวัติศาสตร์ศิลป์) ตามปกติที่เราเคยเรียนมา วิชาภาษาอังกฤษถ้าไม่ใช่หนังสือนอกเวลา เรื่องที่เอามาให้อ่านจะเป็นพวก excerp (บทคัดย่อ) ที่ตัดมาจากตัวเรื่องจริง เทอมนี้เลยเป็นเทอมแรกที่เราต้องเรียนแบบอ่านจากตัวเรื่องเต็มๆทั้งหมด

จะว่าไปก็เพิ่งจะมารู้ตัวเอาเทอมนี้ว่าตัวเองเรียนอักษรฯแท้ๆ แต่ไม่เคยอ่านหนังสือเรียนที่เป็นตัวเรื่องเล่มจริงจนจบสักครั้ง พอมาเจอก็เจอที 12 เล่มเลย แถมมีเวลากำหนดให้ต้องอ่านทั้ง 12 เล่มนี้ภายในหนึ่งเทอม หรือในเวลา 3เดือน เรายังไม่อยากเชื่อว่าจะผ่านเทอมมหาโหดนี้มาได้อย่างไม่ทรมานเท่าที่คิด แม้ว่าราคาจะทรมานกระเป๋าตัง(แม่)ก็ตาม (ไม่รวมชีท 20C Am Drama 5 เล่ม หนังสือที่ต้องซื้อเอง 7 เล่มก็ปาเข้าไปเกือบ 2000 แล้ว)

***SPOILER WARNING***

ต่อไปนี้เราจะเล่าถึงเรื่องที่เราได้อ่านไปในเทอมนี้ แน่นอนว่าต้องเผลอสปอยล์เนื้อเรื่องไปไม่มากก็น้อย อาจจะมีพูดถึงตอนจบด้วย

เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องในรูปข้างบน บวกกับอีก 5 บทละครอันได้แก่ Desire Under the Elms, Death of a Salesman, A Raisin in the SunOur Town และ Glengarry Glen Ross รวมเป็น 12 เรื่อง ถ้าไม่อยากรู้ตอนจบ อยากไปหาอ่านเอาเองก็เลื่อนระวังๆละกัน

ส่วนคนที่กำลังทำหน้างงว่าเรื่องที่พูดมายังไม่เคยได้ยินสักกะเรื่องก็เชิญเลื่อนลงไปได้ตามสบายเลยค่ะ 

 

1.Shakespeare

(เล่มเขียวคือ King Lear อ.ให้เลือกเรื่องที่ไม่ได้เรียนมาทำรายงาน)

เป็นวิชาที่ว่าด้วยงานเขียนของ Shakespeare เพียวๆเลย เทอมนี้อาจารย์เขาเลือกมาให้อ่าน 3 งาน แต่ละเรื่องก็เคยได้ยินมาแล้วทั้งนั้น โดยเฉพาะโรมีโอจูเลียตนี่ดูมากี่เวอร์ชั่นแล้วก็ไม่รู้ แต่พอเอาเข้าจริง เราเองก็เพิ่งจะมาได้เรียนเรื่องต้นฉบับแบบที่ยังไม่ได้ดัดแปลงก็ครั้งนี้ ทำเอาผิดคาดไปหลายจุดเหมือนกัน

- Romeo and Juliet

เรื่องนี้นี่บอกตามตรงว่าตอนแรกก็เคยคิดมาตลอด จากโรมีโอเวอร์ชั่นที่ได้ดูได้เห็นมาตั้งแต่เด็ก ว่าเป็นเรื่องโรแมนติค ความรักยิ่งใหญ่ของคู่รักอมตะ แต่พอมาอ่านแล้วผิดหวังกับตัวละครสองตัวนี้อย่างแรง

โรมีโอ ต้นฉบับดั้งเดิม สำหรับเราก็เป็นไอ้หนุ่มซึมเศร้า เซนซิทีฟเกินเหตุ วันๆเศร้ากับความรักที่ไม่สมหวังของตัวเอง เพราะ Rosaline ที่ตัวเองแอบชอบไม่สนใจ เอาแต่คร่ำครวญจนเพื่อนรำคาญ แต่พอมาเจอจูเลียตปุ๊บ ลืมคนที่แอบชอบภายในไม่กี่บรรทัดจนเราต้องย้อนกลับไปอ่านว่ามันเลิกซึมเศร้าตอนไหน

จูเลียต ยิ่งแล้วใหญ่ ตามต้นฉบับเธออายุแค่ 13 เพราะพ่อเธอพูดว่า "not yet fourteen" มายก๊อดดดด ถ้าดูจากพฤติกรรมในเรื่องที่เป็นคนบอกโรมีโอว่าให้บอกมาตามตรงเลยว่ารักตัวเองใช่มั้ย แถมยังจัดแจงส่งพี่เลี้ยงไปคุยเรื่องแต่งงานกับโรมีโอ เธอไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว ก็รู้ว่าสมัยก่อนผู้หญิงเป็นคนเตรียมสินสอดแต่ว่าถึงขั้นลงมาจัดการเองไม่รอพ่อแม่นี่มันก็...เอ่อ...

แถมตัวละครรอบข้าง ทั้งคนใช้ ทั้งเพื่อนๆแก๊งโรมีโอนี่...วันๆพูดแต่เรื่องลามกกันอย่างเดียว จนคำสองแง่สองง่ามนี่เป็นจุดเด่นที่สามารถเอามาเขียน essay ส่งอาจารย์ได้เลยทีเดียว

สรุปคือ สำหรับเรา เรื่องนี้สมัยนั้นคงเป็นละครหลังข่าวของคนอังกฤษสมัยนั้นสินะ...

- The Merchant of Venice

ทุกคนรู้จักกันดีกับเรื่อง "เวนิสวาณิช" เรื่องนี้ แต่เนื้อเรื่องแบบละเอียดๆเราก็เพิ่งเคยได้อ่าน เรื่องนี้แปลกตรงที่ตัวเอกที่จะถูกยิวเฉือนเนื้อ ไม่ได้เป็นอะไรกับนางเอก สรุปคือเรื่องนี้ไม่มีพระเอกนางเอก แต่เป็นตัวเอกฝ่ายหญิงกับฝ่ายชายแทน

เรื่องนี้อ่านแล้วรู้สึกว่าผู้หญิงเท่จริงๆ ผู้ชายเรื่องนี้ออกแนวเห็นแก่เงินทั้งนั้น 555 แต่ที่ผิดคาดเป็นพิเศษคือตอนที่อาจารย์บอกว่า มันสามารถมองได้ว่า Bassanio (แฟนของนางเอกที่ไม่ได้เป็นพระเอก) กับ Antonio (พระเอกที่ไม่ได้คู่กับนางเอก) เป็นเกย์กัน โอ้วววว ก็ไม่รู้ว่านักวิจารณ์เขาคิดยังไงงี้จริงๆ หรืออาจารย์คิดไปเอง แต่พอมองมุม Y ดู อ่านแล้วเนื้อเรื่องมันดูสมเหตุสมผลขึ้นอย่างบอกไม่ถูก 555

- Richard III

เรื่องนี้คนที่ไม่ได้เรียนวรรณคดีอาจจะไม่ค่อยคุ้นกัน เราเองเคยได้รู้จักตอนประถมที่ช่วงนั้นยังเป็น UTV อยู่ มันมีช่อง pay-per-view ให้ซื้อหนังดูได้ เราก็เกิดบ้าอะไรสั่งเรื่องนี้ดู ผลก็คือ...คงรู้เรื่องหรอก

มันเป็นเรื่องตามประวัติศาสตร์ของอังกฤษ ทุกตัวมีจริงหมด แต่เนื้อเรื่องก็เปลี่ยนแปลงไปบ้างให้เป็นนิยายมากขึ้น เป็นเรื่องของริชาร์ดที่สาม เจ้าชายหน้าตาอัปลักษณ์ หลังค่อม ที่เอ็นจอยชีวิตยามบ้านเมืองสงบสุขแบบกินเหล้าเคล้านารีไม่ได้เพราะไม่มีใครเอา ก็เลยเป็นคนบ้าสงคราม(ซะงั้น...)เพราะตัวเองเก่งด้านรบ ด้านหลอกลวงคนอื่น คิดร้ายต่อคนอื่น เรื่องนี้ไม่มีอะไรมาก หักหลังกันไปมา ฆ่ากันไปมา สุดท้ายก็ตายหมด คนอื่นมาครองราชย์แทน จบ (ง่ายมะ...) 

เรื่องนี้สารภาพเลยว่าอ่านตัวต้นฉบับไม่จบ เพราะไม่สนุกเลย เราไม่ชอบการเมือง แล้วยิ่งเรื่องนี้ใช้ภาษายากกว่าอีกสองเรื่องมากๆเลย ที่แย่ที่สุดคือชื่อตัวละครมันเอามาจากประวัติศาสตร์จริง ชื่อเลยซ้ำไปซ้ำมา พ่อแม่ลูกชื่อเหมือนกัน 2-3คนได้ ปวดหัวมากๆ สุดท้ายก็ต้องพึ่งเรื่องย่อครึ่งนึง โชคดีที่ตอนสอบข้อ quotation เป็นประโยคที่เคยอ่านผ่านแล้วจำได้พอดี ก็เลยรอดไป

2. 19th Century British Novel

 

อย่าว่าแต่นิยายอังกฤษเลย นิยายไทยเราก็ไม่ได้อ่าน จะมีเคยอ่านบ้างก็นับเล่มได้ คราวนี้ต้องมาเจอกับงานที่ภาษาที่ใช้ค่อนข้างโบราณ แถมประโยคนึงยาวเป็นสิบบรรทัดก็มี เล่นเอาอ่านไม่รู้เรื่องเพราะหาประธาน กริยา กรรมไม่เจอ... ธีมของหนังสือที่อาจารย์เลือกมาในเทอมนี้จะเป็นแนวความรักนิดหน่อย แต่เน้นไปทาง Bildungromans หรือเรื่องที่สอนคนอ่านจากการกระทำและประสบการณ์ของตัวละครมากกว่า ประมาณว่าเอาชีวิตของตัวละครที่ทำถูก ทำผิด มาสอนคนอ่านว่าควรจะทำตัวอย่างไร เนื้อเรื่องโดยรวมของทุกเรื่องจะเป็นประมาณว่ามีสิ่งที่ดีๆเกิดขึ้นในชีวิต ได้รับโอกาสดีกว่าคนอื่น แต่ไอ้ตัวละครพวกนี้ก็ดันเลือกทางผิด ทำร้ายตัวเองซะอย่างงั้น โชคดีที่คนเขียนยังปราณี เลยมีเหตุการณ์ให้ได้กลับใจ แล้วก็ได้รับการลงโทษในความผิดของตัวเอง แต่ก็ได้รับอภัยในที่สุด 

4 เรื่องนี้เคยถูกเอามาสร้างเป็นหนังแล้วทั้งนั้น ฉายทางเคเบิลทีวีก็หลายครั้ง ถ้าคนที่ดูหนังเยอะๆก็คงเคยดูแล้ว แต่เราสารภาพว่าเราเคยดูอยู่เรื่องเดียวคือ Frankenstein นอกนั้นไม่เคย

เรื่องที่ต้องอ่านก็มี...

- Persuasion ของ Jane Austen

เรื่องนี้นางเอกคือ Anne เคยมีอดีตที่ขมขื่นกับพระเอกคือ Frederick ต้องฝืนใจเลิกกับพระเอกตอนอายุ17-18 เพราะฐานะไม่คู่ควรกัน พระเอกก็เสียใจ แค้นนางเอกเล็กๆ จน 7-8 ปีผ่านไป นางเอกที่เลยวัยแต่งงานมาไกลโขแล้วก็ได้กลับมาเจอกับพระเอกอีก เพราะบ้านตัวเองจนลง ในขณะที่พระเอกที่เป็นทหารได้เลื่อนยศ เลยมาเช่าคฤหาสถ์ของนางเอก

เรื่องจะยุ่งก็ตรงที่ตลอด 7-8ปีที่ผ่านมา นางเอกรักแต่พระเอก แต่พอพระเอโผล่มากลับทำท่าไปสนน้องของพี่เขยนางเอกแทน (งงมะ...) เพราะเธอคนนั้นอายุน้อยกว่านางเอกเยอะมากกกก กำลังวัยรุ่น สุดท้ายพอกลับมาใกล้ชิดกันในวงสังคมเดียวกันมากๆ ทั้งสองคนก็รู้ตัวว่ายังชอบกันอยู่ สุดท้ายก็เลยกลับมาคบกัน แต่งงานกัน คราวนี้บ้านนางเอกไม่ขวางแล้ว เพราะบ้านตัวเองกำลังตกต่ำ อีกอย่างคงรู้ว่าถ้าไม่รีบแต่งนางเอกคงหาใครแต่งด้วยไม่ได้แล้วแน่ 55

เรื่องนี้วนไปวนมาในวงสังคมผู้ดีอังกฤษ งอนกันไปมา นางเอกใจแข็ง พระเอกปากแข็ง กว่าจะยอมรับว่ายังรักกันอยู่ก็จบเรื่องนู่น อ่านแล้วรำคาญมาก ไม่ใช่เพราะเนื้อเรื่องที่ออกแนวหลังข่าว แต่เพราะประโยคนึงยาวเกือบ 13 บรรทัดได้ แถมมีคอมม่าขยายแล้วขยายอีก อ่านแล้วต้องวนไปมาหลายรอบกว่าจะเข้าใจ เล่มนี้ก็เป็นอีกเรื่องนึงในจำนวนสองเล่ม(ใน12เล่ม)ที่สารภาพว่าอ่านไม่จบ อ่านไปได้เกินครึ่งเล่มละ แต่พรุ่งนี้จะสอบ เลยพึ่งเรื่องย่อตามเคย

- Great Expectation ของ Charles Dickens

เรื่องนี้หนากว่าเรื่องข้างบนจมเลย แต่ดันอ่านจบ เรื่องนี้ไม่ได้เน้นความรักแต่เป็นชีวิตของเด็กผู้ชายชื่อ Pip ที่เป็นเด็กจนๆในชนบท อยู่กับพี่สาวถึกใจยักษ์ กับพี่เขยกลัวเมียนิสัยดี พี่เขยเป็นช่างเหล็ก แต่พิพดันอยากเป็นไฮโซ วันนึงเกิดไปเจอนักโทษแหกคุกเข้า ถูกขู่จะฆ่า เลยช่วยเอาอาหารเอาตะไบมาให้ตัดโซ่ เวลาผ่านไปก็ไปรู้จักกับยายแก่โรคจิตถูกเจ้าบ่าวหนีไปวันแต่งงาน เลยฝังใจใส่ชุดแต่งงานไม่ยอมถอดจนแก่ นาฬิกาทั้งบ้านก็หยุดไว้ที่เวลาที่ตัวเองถูกทิ้ง (โรคจิตจริงๆ...) ยายแก่นี่เลี้ยงเด็กผู้หญิงไว้คนนึงชื่อ Estella ยายแก่เลี้ยงไว้เพื่อแก้แค้นผู้ชาย ตอนหลังเอามาล่อให้พิพหลงรัก แล้วก็บอกให้สเตลล่าหักอก จะได้เจ็บเหมือนที่ตัวเองเคยเจ็บ (ไม่มีอะไรทำรึไง...) พิพอยากเป็นไฮโซ อยากเป็น "สุภาพบุรุษ" ก็เพราะชอบสเตลล่า ตอนหลังพิพได้เงินจากคนลึกลับส่งเรียนจนไฮโซ หลงระเริงจนรังเกียจพี่เขยแสนดีของตัวเอง

สุดท้ายพิพก็ได้บทเรียน ได้รู้ว่าเงินที่ส่งเรียนเป็นของโจรแหกคุก ไม่ใช่ของยายป้าโรคจิต สเตลล่าแต่งงานไปกับคนรวยคนอื่น แล้วยิ่งมาช็อคอีกเพราะว่าพ่อของสเตลล่าก็คือไอ้โจรคนเดียวกันนั่นแหละ หลังจากผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าพิพก็สำนักผิด กลับตัว รู้ว่า "สุภาพบุรุษ" ที่แท้จริงอยู่ที่จิตใจ ที่การทำตัว ไม่ใช่ที่เสื้อผ้าหรูๆ ที่เงินทอง

สรุป เรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็กบ้าที่ตลอดเรื่องเอาแต่หวังสูง คาดหวังกับคนอื่นไปทั่ว ไม่มองตัวเองว่าทำอะไรผิดพลาดไป พอผิดหวังก็โทษคนรอบข้าง จนสุดท้ายจนตรอกแล้วจริงๆนั่นแหละ ถึงได้คิดสำนึกผิดว่าที่แท้ก็ตัวเองนั่นแหละที่คิดไปเองทุกอย่าง โชคดีที่คนเขียนใจดีให้ได้กลับมาเจอสเตลล่าอีกครั้งตอนจบ

- Frankenstein ของ Mary Shelley

เรื่องนี้ไม่ต้องบอก ทุกคนก็รู้จักดี เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ชอบเข้าใจผิด จริงๆ Frankenstein คือคนสร้าง ส่วนไอ้ตัวหน้าตาประหลาดนั่นจริงๆคือ Monster

เรื่องนี้พอได้มาอ่านจริงๆ ก็ไม่ค่อยผิดไปจากหนังเวอร์ชั่นใหม่ๆที่เคยดู (ไม่ใช่เวอร์ชั่นขาวดำที่ทำซะเป็นหนังผี) จริงๆเรื่องนี้ไม่น่ากลัว ไม่สยองขวัญ ออกจะแนวดราม่า ปรัชญาด้วยซ้ำ เวลาเรียนก็จะออกแนว Frankenstein เป็นคนที่เหมือนพิพเรื่องเมื่อกี้ สร้าง Monster ขึ้นมาแล้วไม่รับผิดชอบ ไม่เลี้ยงดู หนีไป Monster ต้องเผชิญโลกเอาเอง ถูกคนรังเกียจเพราะหน้าตาน่ากลัว ช่วยเด็กก็ถูกพ่อเด็กทำร้าย สุดท้ายเลยหันมาโกรธแค้น Frankenstein แล้วตามฆ่าครอบครัวกับเพื่อนของเขาเพื่อแก้แค้น

ทั้งเรื่อง Frankenstein เอาแต่โทษ Monster เรื่องร้องความสงสารเห็นใจจากคนอ่าน (เป็นญาติฝ่ายไหนของโรมีโอรึเปล่าเนี่ย...) ว่าดูสิ ต้องหวาดกลัว คนที่รักพากันถูกฆ่าตายไปหมด จริงๆก็ตัวเองนั่นแหละผิด เหมือนกับมีลูกแล้วไม่รับผิดชอบ

เรื่องนี้มองได้หลายมุมมากๆ มุมปรัชญา มุมศาสนา มุมวิทยาศาสตร์ ก็ได้ อาจารย์บอกว่ามุมนึง เรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นให้เป็นอุทาหรณ์ของผู้หญิงสมัยนั้นด้วย ว่าก่อนจะทำอะไรเลยเถิด ต้องคิดให้ดี เพราะถ้ามีลูกแล้วไม่รับผิดชอบก็จะเป็นแบบนี้  

- Wuthering Heights ของ Emily Bronte

เรื่องนี้ตอนที่อ่านเป็นเรื่องที่เราชอบที่สุดแล้วในจำนวน 4 เรื่องของวิชานี้ สาเหตุก็เพราะจำได้ว่าเรื่องนี้เคยไปโผล่ในอนิเมหน้ากากแก้ว 2005 เป็นเรื่องที่มายะแสดงเป็นนางเอกคู่กับคนที่ตอนหลังกลายมาเป็นแฟนของมายะอยู่พักนึง (ไม่ใช่ซากุระโคจินะ) เราเป็นคนชอบเอาการ์ตูนมาช่วยจูงใจในการเรียนหนังสือ ตอนปี1ก็เอาเคนชินมาช่วยให้ทำข้อสอบอารยธรรมตะวันออก พาร์ทญี่ปุ่นแบบเวิร์คมากๆมาแล้ว พอรู้ว่าเรื่องนี้เคยดูมาแวบในหน้ากากแก้วเลยมีกำลังใจอ่านขึ้นมา แต่ที่จูงใจให้อ่านไปจนจบได้คือพระเอกเรื่องนี้ เราชอบพวกด้านมืด แล้ว Heathcliff พระเอกเรื่องนี้ เป็นคนที่ทุกคนในเรื่อง (แม้กระทั่งนางเอก) ต่างลงความเห็นว่าผิวเข้ม ตาดำ ผมดำ กับนิสัยเงียบๆ โหดๆนั้นเหมือนปีศาจมาเองเลยทีเดียว อ่านไปจิ้นภาพในหัวเป็นเวอร์ชั่นมังงะไป เพลินดี 555 ถ้ามีคนวาดก็คงออกแนวการ์ตูนไซโต้ จิโฮ

เรื่องนี้ครึ่งเล่มแรกเป็นเรื่องตั้งแต่เด็กจนโต (จนนางเอกตาย) ของนางเอกคือ Catherine Earnshaw หรือ Cathy กับพระเอกคือ Heathcliff ส่วนครึ่งเล่มหลัง จะเป็นเรื่องของรุ่นลูกแทน พ่อนางเอกไปเก็บพระเอกมาเลี้ยงในบ้านตัวเอง พี่ชายนางเอกเกลียดพระเอกตั้งแต่เด็ก แต่นางเอกสนใจที่ดูแปลกดี แต่ชอบของนางเอกคือ บางทีก็เล่นด้วย บางทีก็ด่าให้เจ็บใจ เรื่องนี้พระเอกนางเอกเป็นซาดิสต์ทั้งคู่ จะว่าไปแล้วไอ้ความสัมพันธ์แปลกๆของคู่นี้ก็เป็นจุดเด่นของเรื่องเลยก็ว่าได้ เพราะว่า ทั้งสองคนรักกันแต่ก็ชอบประชดกัน ว่ากันเจ็บๆ แต่ที่น่าแปลกคือทั้งคู่ก็รู้กันว่าอีกฝ่ายรักตัวเอง

เรื่องนี้แหวกแนวตรงที่ลำดับญาติกันยากมากเลย เพราะญาติแต่งงานกันเอง พี่น้องก็แต่งกันอีก อินเซสต์แบบเต็มๆเลย  แถมชื่อยังซ้ำกันอีก ก่อนเรียนอาจารย์ต้องวาดชาร์ทให้ดูกันเลย เอาง่ายๆว่ามันงงขนาดไหนคือ...

นางเอก Catherine Earnshaw ไปแต่งกับ Edgar Linton มีลูกชื่อ Catherine Linton

พี่ชายนางเอก Hindley Earnshaw แต่งกับตัวประกอบมีลูกชื่อ Hareton Earnshaw

พระเอก Heathcliff (ที่ชื่อเป็นทั้งชื่อและนามสกุล) แต่งกับน้องสาวของสามีนางเอก Isabella Linton เพื่อแก้แค้น มีลูกชื่อ  Linton Heathcliff

ทีนี้เพื่อแก้แค้นต่อไป พระเอกก็จับลูกนางเอกมาแต่งกับลูกตัวเองทั้งๆที่สองคนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ลูกของนางเอกที่แต่งงานแล้วก็เลยกลายเป็น Mrs.Catherine Heathcliff

ลูกของพระเอกขี้โรค แต่งงานได้ไม่นานเลยป่วยตาย ลูกนางเอกกลายเป็นหม้าย ตอนจบเรื่องก็มาชอบกับลูกพี่ชายนางเอกแทน พระเอกเองก็ตายในสภาพที่คนอื่นนึกว่าผีนางเอกมาเอาไปอยู่ด้วยแน่ๆ 55 แถมตอนหลังยังมีชาวบ้านเห็นผีของพระเอกกับนางเอกจูงมือกันวิ่งเล่นหลั่นล้าบนเนินเขาอีกต่างหาก

สรุปแล้ว ตัวละครเรื่องนี้มันตั้งชื่อลูกกันสิ้นคิด แล้วก็แต่งงานกันในหมู่พี่น้องแบบน่ากลัวจะมีลูกออกมาโง่มากเลย นี่ถ้าพระเอกไม่คงความโหดเลว(ไม่มีดี) เท่ได้ใจจนเกือบจบเรื่อง (ตอนจบมีใจอ่อนตอนใกล้ตายเล็กน้อย) เราคงไม่มีอารมณ์อ่านจนจบได้แน่

3. 20th Century American Drama

เหมือนกับว่าแค่นั้นยังน้อยไป วิชาที่ว่าด้วยบทละครอเมริกันในศตวรรษที่ 20 เลยมีมาให้อ่านกันอีก 5 เรื่องด้วยกัน วิชานี้เราชอบเพราะอ่านง่ายดี นิยายมันจะมีบรรยายฉาก บรรยายความคิดความรู้สึก แต่บทละครอย่างมากสุดก็แค่บรรยายฉากบนเวทีนิดหน่อยกับมี stage direction ว่าตัวละครเดินไปทางไหน นอกนั้นก็บทล้วนๆ พูดกันอย่างเดียว บรรทัดต่อบรรทัด อ่านแบบจริงจัง เรื่องนึงอ่านประมาณ1-2ชั่วโมง อย่างมากไม่เกิน 3 ชั่วโมงก็จบ

ธีมของเรื่องที่เลือกมาให้อ่านเทอมนี้ก็คือแนวคิด American Dream ที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยเป็นด้านศาสนา ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขแต่พอเพียง เป็นคนดีทำงานหนัก ตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ ก็เปลี่ยนไปเป็นแบบ Materialistic แข่งกันรวย แข่งกันเรื่องทรัพย์สินเงินทอง ทำงานหนักเพื่อหาตังให้ได้มากๆ ซื้อของมากๆ สุดท้ายก็เป็นหนี้ท่วมหัวแล้วจบแบบอนาถ จะว่าไปเราชอบเรื่องที่เอามาให้อ่านในวิชานี้มากเลย มันอ่านแล้วทำให้หยุดคิด มันเป็นเรื่อง realistic ในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน

ตรงข้ามกับธีมเรื่องของนิยายข้างบน บทละครพวกนี้เรื่องมันจะหม่นๆ ประมาณชีวิตบัดซบตั้งแต่ต้นจนจบ ไร้ความหวัง ความสวยงามในชีวิต เรื่องที่ได้อ่านก็มี...

- Desire Under the Elms ของ Eugene O'Neill

 

เรื่องนี้พล็อตน้ำเน่ามากถึงมากที่สุด นี่ถ้าอ่านเองแบบไม่มีอาจารย์มาไกด์ให้ว่ามันโยงกับ American Dream ได้นี่คงนึกไม่ถึงว่าจะเอามาเรียนทำไม

เริ่มเรื่องมามีพ่อแก่ๆตัณหากลับคนนึงแต่งงานกับเมียสาวสวยแล้วพากลับบ้านมา ที่ฟาร์มตาแก่นี่ก็มีลูกชายวัยฉกรรจ์ 3 คน แต่พี่ชายสองคนมีบทแป๊บเดียวก็ออกจากบ้านไปขุดทองทางตะวันตกกัน เหลือแต่พระเอกหนุ่มของเราที่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับพ่อกับแม่ใหม่ เรื่องนี้มันยั่วกันทั้งเรื่องเลย นางเอกพยายามยั่วสุดฤทธิ์แต่พระเอกที่เป็นพวกลูกติดแม่ก็เกลียดนางเอกที่มาแย่งที่ของแม่ที่ตายไปในบ้านหลังนี้ แต่สุดท้ายเพื่อให้สมกับชื่อเรื่อง พระเอกก็ตกเป็นของนางเอกจนได้ 555 จนกระทั่งนางเอกมีลูก ตาแก่ก็นึกว่าเป็นลูกตัวเอง จัดงานเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน แต่ทุกคนก็รู้กันทั้งนั้นว่าลูกพระเอก สุดท้ายทะเลาะกันไปมา นางเอกฆ่าลูกทิ้งเพราะว่าไม่อยากให้พระเอกเกลียดตัวเอง ตอนจบหักมุมมากเลย จากตอนแรกที่มาแนวอีโรติก กลายเป็นว่า พระเอกที่ไปเรียกตำรวจมาจับนางเอกเกิดสงสาร+รักนางเอกจริงๆขึ้นมา เลยบอกตำรวจว่าตัวเองก็มีส่วนที่ทำให้ลูกตายด้วย เลยถูกจับออกจากฟาร์มกันไปทั้งคู่ อาจารย์บอกมันสื่อถึงการหลุดพ้นทางจิตวิญญาณว่าทำผิดแล้วรับผิด จิตใจจะเป็นสุข แม้ว่าต้องไปรับโทษ แต่ก็ไปด้วยกัน (ขนาดนั้นเลย....) พ่อมันที่ยังยึดติดกับเงินทอง ที่ดินก็ทุกข์ใจอยู่ในฟาร์มนั้นต่อไปคนเดียว

- Death of a Salesman ของ Arthur Miller

 

เรื่องนี้ดังมาก เราได้ยินชื่อมาตั้งนานแล้ว แม้กระทั่งกลายมาเป็นชื่อวงดนตรี 55 แต่เพิ่งจะมารู้เนื้อเรื่องก็เทอมนี้

เรื่องนี้มันน่าเศร้านะเราว่า มันเป็นชีวิตของไม่ใช่แค่คนอเมริกันในสมัยนั้นแต่มันเป็นมุมนึงของชีวิตคนในสมัยปัจจุบันในแทบทุกประเทษด้วย เป็นเรื่องของ Willy Loman เซลล์แมนตกยุคที่หารายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว แต่ก็พยายามตื๊อหัวหน้าที่เป็นคนรุ่นเด็กกว่าให้แบ่งงานให้ทำ ลูกชายสองคนก็เป็นพวกไม่เอาถ่านยังอยู่บ้านพ่อแม่ ยังนอนแชร์ห้องกันอยู่ งานก็ไม่มั่นคง หวังแต่จะได้งานดีๆแต่ไม่พยายาม ในเรื่องจะมีย้อนอดีตด้วยว่าแต่ก่อนครอบครัวนี้เป็นครอบครัวแสนสุข พ่อเป็นเซลล์แมนทำเงิน ลูกก็เป็นนักกีฬาเด่น แต่เพราะตัวพ่อสอนลูกผิดๆว่าคนจะได้ดีอยู่ที่หน้าตา กับรู้จักฉลาดแกมโกง ไม่ใช่ที่การศึกษา สุดท้ายเลยล่มไม่เป็นท่าทั้งพ่อทั้งลูก พ่อที่เครียดจัดจนประสาทหลอนคิดถึงแต่อดีตก็ขับรถชนตาย บ้านผ่อนหมดก็จริงแต่สุดท้ายคนที่จะอยู่ก็มีแต่เมีย แต่ลูกสองคนก็กำลังจะย้ายออกไป มันทำให้คิดว่าสุดท้ายแล้วคนที่พยายามทำงานหนักมาทั้งชีวิต แต่สุดท้ายก็แก่ตายไปก่อนจะได้ใช้เงิน มันเพื่ออะไรกัน

- A Raisin in the Sun ของ Lorraine Hansberry

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องของครอบครัวเหมือนกัน แต่เป็นคนดำ ครอบครัวที่ถูกสังคมอเมริกันในสมัยนั้นจัดให้อยู่อย่างยากลำบากกว่าครอบครัวของคนขาวแต่เงินน้อยอย่างครอบครัวของ Willy Loman เมื่อกี้ซะอีก เหมือนกับความหมายที่ซ่อนอยู่ในชื่อเรื่องก็คือ คนดำที่ถูกกดดันจนไม่มีแม้กระทั่งความหวัง ก็เหมือนลูกเกดดำๆที่น้ำระเหยออกไปจนแห้งเหี่ยวนั่นเอง 

ครอบครัว Young เป็นครอบครัวที่ประกอบไปด้วย Walter Lee หัวหน้าครอบครัวที่มีอาชีพขับรถให้คนรวยผิวขาว เมียที่คอยดูแลลูก ลูกชายที่เกือบจะเป็นวัยรุ่นแล้วแต่ยังต้องนอนบนโซฟาเพราะห้องไม่พอ น้องสาวของเขาที่อยากจะเป็นหมอในยุคที่แม้แต่หมอผู้หญิงผิวขาวยังแทบไม่มี แล้วก็แม่ที่เป็นเหมือนเสาหลักของครอบครัว ที่แม้ไม่มีหน้าที่แต่ก็คอยให้คำแนะนำตักเตือน ทั้งครอบครัวต้องอยู่บ้านเล็กๆที่ต้องแบ่งกับครอบครัวอื่น แม้กระทั่งห้องน้ำก็ต้องแย่งกันใช้ตอนเช้า Walter Lee วางแผนจะเปิดร้านเหล้าเพื่อให้มีเงินมากกว่าการขับรถให้คนขาว แต่แม่เขาไม่ยอมเพราะเป็นเรื่องผิดศีลธรรม

สิ่งที่สำคัญมากในเรื่องนี้คือ เงินมรดกก้อนนึงที่บ้านนี้ได้รับจากการตายของพ่อ ทุกคนคาดหวังกับเงินก้อนนี้มา วอลเตอร์อยากเปิดร้านเหล้า น้องสาวอยากเอาเป็นค่าเรียนหมอ สุดท้ายพอแม่แบ่งให้วอลเตอร์ วอลเตอร์กลับเอาส่วนของน้องกับตัวเองไปลงทุนร้านเหล้าแล้วก็ถูกโกงจนหมด แม่ที่เก็บเงินที่เหลือไว้เลยตัดสินใจเอาไปซื้อบ้านหลังใหม่ เพราะเชื่อว่าลูกผู้ชายถ้ามีบ้านเป็นของตัวเองก็จะมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น ความจริงที่เลวร้ายมาเปิดทีหลังว่าบ้านที่ราคาถูกจนน่าแปลกใจนั้นอยู่ในชุมชนของคนขาว

ชุมชนส่งตัวแทนมาเจรจาขอซื้อบ้านคืนจากครอบครัวนี้เพราะกลัวพวกคนดำจะไปก่อความเดือดร้อน วอลเตอร์ก็เกือบขายเพราะเห็นแก่เงิน แต่สุดท้ายวอลเตอร์ก็คิดได้ ไล่ตะเพิดตัวแทนชุมชนกลับไป เรื่องจบที่ครอบครัวนี้เก็บของย้ายออกไปบ้านใหม่อย่างมีความหวัง

ถึงจะจบแบบดูดีแต่เราก็คิดเหมือนนักวิจารณ์ที่ว่าคนเขียนเรื่องนี้เขียนแบบมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อย เพราะไม่ได้มีภาคต่อว่าครอบครัวนี้ย้ายไปในหมู่คนขาวแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง เงินเอาไปซื้อบ้านหมดแล้ว แค่ได้บ้านใหม่แต่อาชีพของวอลเตอร์ยังเหมือนเดิม จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้จริงรึเปล่า บางทีคนเขียนเองก็คงอยากให้จบแบบอุดมคติที่สวยหรูก็เป็นได้

- Our Town ของ Thornton Wilder

เรื่องนี้มาแนวแปลกคือมี 3 แอ็ค แบ่งตามช่วงชีวิตของคน ก็คือ เกิด แต่งงาน แล้วก็ ตาย ฉากที่บรรยายไว้ก็มีแค่เก้าอี้ โต๊ะ แล้วก็บันไดเท่านั้น เพื่อให้เน้นการแสดงแนวคิดที่แก่น ไม่ใช่ที่การประดับตกแต่งฉากที่สวยงาม เมืองในเรื่องนี้เป็นเมืองที่คนแต่งจะสื่อว่าคือเมืองทุกเมืองในโลกนี้ ที่ไหนก็ได้ มันคือเมืองทั่วไป เมืองที่ทุกคนรู้จักดี มีเพื่อนบ้าน มีโบสถ์ มีโรงเรียน ธรรมดามากๆ แต่เมืองที่ธรรมดาๆชีวิตที่ธรรมดาๆแบบนี้แหละที่คนทุกคนมองข้าม ไม่เห็นค่าจนกระทั่งจะมาโหยหาอยากกลับไปก็ตอนที่ตายไปแล้ว ที่แหวกแนวอีกอย่างคือผู้กำกับเวทีจะทำหน้าที่เหมือนพระเจ้า เป็นคนที่รู้ทุกอย่างของเมืองนี้ แล้วคอยเล่าให้คนดูฟัง เป็นคนที่พูดได้กับทั้งตัวละคร และคนดู

แอ็คแรกมีครอบครัวสองครอบครัวที่เป็นเพื่อนบ้านกัน มีพ่อแม่ลูกสองคนชายหญิงเหมือนครอบครัวทั่วไป บ้านนึงพ่อเป็นหมอ บ้านนึงพ่อเป็นบรรณาธิการนสพ. หน้าบ้านก็มีคนส่งนม กับเด็กส่งนสพ. พวกตัวละครพวกนี้สื่อให้เห็นสิ่งสำคัญในชีวิตมนุษย์คือ Physical และ Mental ผกก.เวทีก็แนะนำเมืองไป จนกระทั่งลูกของสองบ้านนี้ในวัยเรียนเริ่มมาชอบกัน

แอ็คต่อมา เริ่มที่งานแต่งงานของ Emily Webb (ลูกบรรณาธิการนสพ.) กับ George Gibbs (ลูกหมอ) เราก็จะได้เห็นเด็กสองคนที่เติบโตขึ้นมา เห็นชาวเมืองเปลี่ยนไป

แอ็คสุดท้าย อยู่ๆก็เริ่มมาด้วยตัวละครที่ตายไปแล้วทั้งๆที่เราเพิ่งเห็นพวกเขาในสองฉากที่ผ่านมา อย่าง น้องชายของเอมิลี่ แม่ของจอร์จ และอีกหลายๆคน แต่ที่สำคัญคือเอมิลี่ที่ตายเป็นคนล่าสุดจากการคลอดลูกคนที่สอง ทั้งๆที่อายุได้ 20 กว่าๆเท่านั้นเอง เอมิลี่ที่ตอนเด็กๆเป็นเด็กผู้หญิงเรียนเก่ง อนาคตไกล น่าจะได้ทำงานดีๆ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะแต่งงานมาทำฟาร์มกับจอร์จ แล้วก็ต้องมาตายเพราะคลอดลูก เอมิลี่รับไม่ได้ที่ตาย ขอให้ผกก.เวทีช่วยพากลับไปดูช่วงชีวิตที่มีความสุข คือวันเกิดตอนอายุ 12 คนตายคนอื่นก็เตือนว่าถ้าไปแล้วจะยิ่งทำใจยาก แต่สุดท้ายเอมิลี่ก็ไม่เชื่อ แล้วก็มานั่งเศร้าถึงชีวิตในอดีตจริงๆ ตอนสุดท้ายจอร์จก็มานั่งคร่ำครวญที่หลุมศพของเอมิลี่ เอมิลี่ก็พูดแปลได้ประมาณว่า "คนที่ยังมีชีวิตอยู่นี่ไม่ได้รู้อะไรเลยใช่มั้ย" สำหรับเราเราคิดว่าเอมิลีคงอยากจะบอกว่า จอร์จและคนอ่านไม่ได้รู้เลยว่าไม่ควรจะมานั่งคร่ำครวญถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว แต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นี่แหละที่ควรจะเอ็นจอยชีวิต ทำชีวิตแต่ละวันให้คุ้มค่าที่สุด จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจเมื่อตายไป

เราชอบเรื่องนี้นะ เพราะเราก็เป็นคนที่ชอบใช้เวลาเปลือง เผลอแป๊บเดียวก็จะจบมหาลัยแล้ว อ่านแล้วสะดุดเหมือนกันว่าที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตมาคุ้มค่ารึยัง 

- Glengarry Glen Ross ของ David Mamet

เรื่องสุดท้ายก็ออกแนวเซลล์แมนอีกเหมือนกัน แต่คราวนี้โฟกัสมาที่อาชีพเซลล์แมนเลย ไม่ใช่ครอบครัวของเซลล์แมน เป็นการมองวงจรอุบาทว์ของวงการเซลล์แมนขายอสังหาริมทรัพย์ในยุคนั้นแบบหลุดเข้ามากลางวงเลย เพราะละครเรื่องนี้ไม่มีบรรยายฉาก ไม่มี Stage Direction ภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาพูดแบบดิบเถื่อนถึงลูกถึงคน คำว่า fuck นี่มารัวทีอย่างกับปืนกล ถึงขั้นว่าในวิกิพีเดียบันทึกไว้เลยว่า...

"The play also shocked audiences with its (for the time) raw language,

with its roughly 150 uses of the word "fuck" or variations

(an average of once every 40 seconds of stage time)"  

 สำหรับเราแล้วเรื่องนี้ก็คงประมาณ Death of a Salesman เวอร์ชั่น harde core 555 บวกกับตัดชีวิตครอบครัวออกไป

เรื่องนี้ตัวละครแบ่งเป็นสามฝ่าย คือเซลล์แมนรุ่นเก่าวัย 50 กว่าๆ เซลล์แมนรุ่นใหม่(ขึ้นมาอีกนิดนึง)วัย 40 กว่าๆ และ Office Manager ที่ทั้งสองฝ่ายเกลียดนักเกลียดหนา เนื้อเรื่องจะแสดงให้เราเห็นถึงระบบแข่งขันทำยอดขายของวงการเซลล์แมน ใครขายได้มากกว่าก็ชนะรางวัลไป ไม่ว่าจะเป็นรถคาดิแลค หรือเงินก้อนโต มันเลยทำให้พวกเซลล์แมนไม่คิดถึงอะไรเลยนอกจากมุ่งแต่จะขายของเท่านั้น สำหรับพวกเขาคนบนโลกมีแค่สองประเภทเท่านั้นคือเซลล์แมนคู่แข่ง กับลูกค้า ในเรื่องเราจะเห็นว่าแต่ละคำที่ออกมาจากเซลล์แมนไม่ได้มีเพื่อสื่อสารตามประสามนุษย์ทั่วไป เช่น ทักทาย หรือถามสารทุกข์สุขดิบ แต่มีเพื่อล่อหลอกให้คนกลายมาเป็นลูกค้าหลงซื้อสินค้าในที่สุด

เหมือนกับเงินมรดกในเรื่อง A Raisin in the Sun ของสำคัญในเรื่องนี้คือ "leads" หรือรายชื่อลูกค้า เหล่าเซลล์แมนต่างพยายามแย่งชิงรายชื่อที่ดีที่สุด แต่ก็ติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่ว่าบริษัทจะมอบรายชื่อสำคัญๆให้แต่กับเซลล์แมนที่ทำยอดขายได้สูงเท่านั้น คนที่ขายดีก็จะขายดีอยู่อย่างนั้น ในขณะที่เซลล์แมนระดับล่างก็จะดักดานอยู่ต่อไป พอถูกต้อนจนมุมนานวันเข้า อ้อนวอนก็แล้ว ติดสินบนก็แล้ว ผู้จัดการก็ยังไม่ยอมให้รายชื่อดีๆกับตัวเองบ้าง เซลล์แมนที่เคยรุ่งอย่าง Levene ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการขโมยรายชื่อไปขายให้บริษัทอื่นซะเลย สุดท้ายก็ความแตกแล้วก็ถูกผู้จัดการจับส่งตำรวจ ดับอนาคตที่ไม่ค่อยจะเหลือของตัวเองไปแบบถาวร

ชื่อเรื่องแสดงถึงเซลล์แมนสองรุ่น โดยอาศัยชื่อที่ดินที่เป็นจุดขายของบริษัทในสองยุค Glengarry คือที่ดินราคาแพงที่เซลล์แมนรุ่นเก่าอย่าง Levene เคยขายได้มาก่อน ในขณะที่ Glen Ross คือที่ดินจุดขายในปัจจุบันที่ Roma เซลล์แมนดาวรุ่งคนปัจจุบันเพิ่งจะขายได้ แต่ไม่ว่าจะรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ สุดท้ายตอนจบเรื่องทั้งสองคนก็เป็นเพียงบันไดให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์เหยียบไปสู่ความร่ำรวยเท่านั้น

***SPOILER ENDS***

ขอบคุณคนที่อดทนอ่านมาจบจบถึงนี่ได้ค่ะ 

สรุปก็คือเทอมนี้ต่อให้คะแนนตอนสุดท้ายจะออกมายังไง มันก็จะเป็นเทอมที่เราประทับใจมาก หนังสือ 12 เล่ม paper 4 เล่ม กับ short essay อีก 3 เรื่อง ทำให้เราต้องขยันเรียนมากกว่าทุกเทอมที่ผ่านมา เราได้หัดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่เรื่องที่เราชอบแต่แรกอย่างตั้งใจและละเอียด อ่านแบบทำความเข้าใจไปกับเรื่องและตัวละครไม่ใช่สักแต่ว่าจะจำไปสอบอย่างเดียว ทำให้เราได้มีโอกาสอ่านต้นฉบับของหนังสือดังๆที่เคยได้ยินมานานแล้วแบบจริงๆจังๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเรียนวิชาพวกนี้ เราเองคงไม่ซื้อมาอ่านเอง แล้วก็คงจะไม่ได้มีโอกาสอ่าน ที่สำคัญคือรู้สึกตัวเลยว่ามีพัฒนาการขึ้น จากต้นเทอมที่อ่านหนังสือเรียน 197 หน้าแล้วรู้สึกว่ายาว ไม่จบสักที พอจบเทอมเราพัฒนาถึงขึ้นไปซื้อ fiction ภาษาอังกฤษที่เราอยากอ่านมาอ่าน 4 เล่ม หนารวม 2446 หน้า จบในไม่ถึง 1 เดือน ก็เรื่องนี้แหละ...

Twilight Saga

เทอมหน้าเทอมสุดท้ายในชีวิตมหาลัยแล้ว เพื่อนคนอื่นเหลือไม่ถึง 7 หน่วย เราเหลืออีก 7 ตัว เรียน 8 โมงถึง 4โมงเย็นยังกับน้องปี 1 แน่ะ จะพยายามละกัน 555

ไว้เจอกันเอนทรี่หน้ากับ Twilight Saga (ที่เพิ่งจะหายเห่อไปหยกๆ) นะคะ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ใกล้จะเป็นบัณฑิตแล้ว อดทนหน่อยก็แล้วกันเน้อconfused smile

#1 By O ช้างต้น on 2008-10-08 23:26

วรรณกรรมพวกนี้ก็มีแนวคิดให้คิดเยอะเลยล่ะค่ะ
อยู่ที่เราจะมองเห็นรึเปล่า

พวกเรื่องแรกๆ อาจจะมองว่าภาษามันเยิ่นเย้อแต่มันก็สวยงามดีนะคะ big smile

#2 By Beautiful Lie on 2008-10-08 23:45

ทั้งรักทั้งเกลียด Frankenstein ของ Mary Shelley เคยดูเวอร์ชั่นหนังขาวดำ และ ฟังแบบ musical thriller เนื้อเรื่องต่างไปจาหนังสือนิดหน่อย แต่ชอบแบบใน musical มากที่สุด เพราะอย่างน้อยวิคเตอร์ก็สำนึกได้ เราว่า วรรณกรรมคลาสสิกอ่านแล้วสนุกกว่านิยายวัยรุ่นสมัยนี้นะ

ทไวไลท์ แดรคคิวล่าและคนค่อมฯนอนรออยู่บนหัวเตียง ยังไม่มีเวลาเปิดอ่าน

#3 By persona non grata on 2008-10-09 10:32

สุดยอดเคอะ อ่านเข้าไปได้ยังไงwink
เทอมหน้าเรียนสี่ตัว แต่ก็เรียนทุกวันอยู่ดี เศร้า

#4 By Zodiac.L. on 2008-10-09 18:08

/ตบบ่า/ ผ่านมาแล้วแหละเพื่อน สู้ชีวิตต่อไป

เราชอบเรื่องแฟรงเคนสไตน์มากเลย จะฉายหนังเวอร์ชั่นไหนก็ดูหมดเพราะเรานิยมโกธิค (ผิดประเด็นแล้ว)

เคยอ่านเรื่องเวนิซของร.6 เพราะวิชาบังคับ อันโตนิโอกับบัสซานิโอเค้าก็รักกันมากจริงๆแหละ ไม่แปลกที่คนเค้าคิดว่าวายกัน

ส่วนเรื่อง Wuthering Heights ได้ยินมานานแล้วเรื่องความเอสของพระเอกนางเอก ไซโต จิโฮน่าเอามาเขียนการ์ตูนจริงๆ คงเหมาะสุดๆเลยconfused smile

ป.ล ไม่เจอกันนานคิดถึงจังbig smile

#5 By +Muse+ on 2008-10-09 21:20